วันพุธที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

แนวเพลงเฮฟวีเมทัล (Heavy Metal Music)


แนวเพลงเฮฟวีเมทัล (Heavy Metal Music)


(ในบางครั้งจะเรียกสั้น ๆ ว่า เมทัล) เป็นแนวเพลงร็อกประเภทหนึ่งที่พัฒนาในช่วงปลายทศวรรษ ที่ 60 และต้นทศวรรษที่ 70 ด้วยรากฐานของดนตรี บลูส์-ร็อก และ ไซเคเดลิกร็อก โดยมีหลายวงได้พัฒนาเฮฟวีเมลทัล ให้มีความหนา, หนัก, ดนตรีที่เน้นกีตาร์และกลอง และลักษณะเฉพาะตัวที่มีการโซโล่กีตาร์ที่รวดเร็ว

เพลงแนวเฮฟวีเมทัลได้รับความนิยมจากแฟนทั่วโลก ที่แฟนเหล่านั้นจะเรียกตัวเองว่า เมทัลเฮดส์ หรือ เฮดแบงเกอร์ และถึงแม้ว่าวงเมทัลในช่วงต้น ๆ อย่าง เล็ด เซ็พเพลิน, แบล็ค แซบบาธ และ ดีพ เพอร์เพิล จะได้รับความสนใจจากกลุ่มคนฟังหลัก แต่ก็มีบ้างที่พวกเขาจะถูกด่าทอ

เฮฟวีเมทัล
แนวเพลงแม่แบบ: ไซเคเดลิกร็อก

บลูส์-ร็อก
แหล่งกำเนิดแนวเพลง: ปลายทศวรรษที่ 1960 ในสหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา

เครื่องดนตรี: กีตาร์ไฟฟ้า - กีตาร์เบส - กลอง - เสียงร้อง - คีย์บอร์ด (บางโอกาส)

กระแสความนิยม: ทั่วโลก โดยมีจุดสูงสุดในสหรัฐอเมริกาช่วงกลางทศวรรษที่ 1980

แนวเพลงย่อย
อวองต์การ์ดเมทัล - แบล็กเมทัล - คลาสสิกเมทัล - เดธเมทัล - ดูมเมทัล - แกลมเมทัล - โกธิกเมทัล - กรูฟเมทัล - NWOBHM - พาวเวอร์เมทัล - สปีดเมทัล - สโตเนอร์เมทัล - ซิมโฟนิกเมทัล - แทรชเมทัล - ไวกิงเททัล

แนวเพลงผสม
อัลเทอร์เนทีฟเมทัล - แบล็กเคนด์เดธเมทัล - คริสเตียเมทัล - โฟล์กเมทัล - ฟังก์เมทัล - ไกรนด์คอร์ - กรันจ์ - อินดัสเทรียลเมทัล - เมทัลคอร์ - นีโอ-คลาสสิคัลเมทัล - นูเมทัล - โพสต์-เมทัล - โพรเกรสซีฟเมทัล - แร็ปคอร์ - สลัดจ์เมทัล

ที่มา วิกิพีเดีย

เพลงเมทัล (metal music)


เพลงเมทัล (metal music)




บทความนี้ บางคนอาจจะไม่รู้จัก คำว่า เพลง ประเภท Metal เป็นยังไง ซึ่ง คือ ดนตรี Rock นั้นแหละ แต่ เล่นให้มันหนักขึ้น 
Metal แปลว่า โลหะ
Rock แปลว่า หิน
เพราะซะนั้น โลหะ จะแกร่งกว่า หิน ก็คือ เพลงประเภท Metal จะหนักกว่า ซาวด์เสียงกลอง กีต้าร์ เบส จะหนักแน่น ไปด้วย 

ก่อนที่จะมาพูดถึง แนวต่างๆของ Metal ควรรู้ การเกิดของ Metal ซะก่อน

เฮฟวีเมทัล (อังกฤษ: Heavy metal) (ในบางครั้งจะเรียกสั้น ๆ ว่า เมทัล) เป็นแนวเพลงร็อกประเภทหนึ่งที่พัฒนาในช่วงปลายทศวรรษที่ 60 และต้นทศวรรษที่ 70 ด้วยรากฐานของดนตรี บลูส์-ร็อก [ Blue-Rock] และ ไซเคเดลิกร็อก โดยมีหลายวงได้พัฒนาเฮฟวีเมลทัล ให้มีความหนา, หนัก, ดนตรีที่เน้นกีตาร์และกลอง และลักษณะเฉพาะตัวที่มีการโซโล่กีตาร์ที่รวดเร็ว
เพลงแนวเฮฟวีเมทัลได้รับความนิยมจากแฟนทั่วโลก ที่แฟนเหล่านั้นจะเรียกตัวเองว่า เมทัลเฮดส์ หรือ เฮดแบงเกอร์ และถึงแม้ว่าวงเมทัลในช่วงต้น ๆ อย่าง เล็ด เซ็พเพลิน[Led Zeppelin] , แบล็ค แซบบาธ [Black Sabbath] และ ดีพ เพอร์เพิล [Deep Purple] จะได้รับความสนใจจากกลุ่มคนฟังหลัก แต่ก็มีบ้างที่พวกเขาจะถูกด่าทอ

ประวัติ

ความเป็นมานั้นเริ่มจาก กลุ่มศิลปินที่เดิมเล่นเพลงบลูส์ ในช่วงปี 1966 - 68 เช่น วงครีมซึ่งมี อีริค แคลปตัน เป็นมือกีตาร์และนักกีตาร์ไฟฟ้าที่ชื่อ จิมิ เฮนดริกซ์ ซึ่งใช้เครื่องช่วยขยายเสียงกีตาร์ไฟฟ้าให้มีเสียงอันดังสนั่น เกิดแนวทางใหม่ๆในการเล่นกีตาร์ไฟฟ้าของดนตรีร็อก เช่น การใช้เสียงหอนกลับ(Feedback) เสียงบิดเบือน (Distortion) หรือ เพี้ยน วงครีม มีเพลงฮิตที่ตามมาเช่น I feel free(1966) ,Sunshine of your love(1967),White room(1968) เป็นต้น โดยเฉพาะเฮ็นดริ๊กซ์นั้น เขามีการเล่นที่น่าตื่นตา เช่นการเล่นกีตาร์ด้วยฟัน เป็นต้น เพลงฮิตที่ตามมาของเขา เช่น Purple Haze(1967) , Hey Joe, The Wind Cries Mary,Voodoo Chile(1968)ซึ่งเพลงเหล่านั้นนับว่าเป็นเพลงแนวฮาร์ดร็อก ยุคแรกๆ ที่ติดอันดับ Top Chart ในยุคนั้น
ต่อมาได้ข้ามาถึงฝั่งอเมริกา เมื่อดนตรีแนว ไซคเดลิค ได้เข้ามาอิทธิพลในอเมริกา วงอย่าง บลู เชียร์ ได้พัฒนาแนวดนตรีขึ้นมาอีกขั้น โดยจะมีความเป็นฮาร์ดร็อคมากยิ่ง ขึ้น ได้เปิดอัลบั้มแรกของพวกเขาในปี 1968 มีเพลงฮิตเช่น Summertimes Blues เป้นต้น ในปีเดียวกัน วง สเต็พเพ็นวูลฟ์ ได้มีเพลงฮิต ชื่อ Born to be Wild (1968)ซึ่งในเพลงนั้นมีวลีว่า Heavy Metal Thunder ซึ่งได้เอาเพลงฮุคท่อนนี้ มาใช้บัญญัติคำดนตรีแนวนี้ว่า เฮฟวี่เมทัล ในเวลาต่อมา ซึ่งทั้ง 2 วงนี้ได้นำเอาคีย์บอร์ดมาใช้ผสมกับดนตรีแนวนี้เพื่อความหนักหน่วงของดนตรีแนวนี้มากขึ้น
วง เล็ด เซ็พพลิน นับเป็นวงที่เริ่มบุกเบิกดนตรีเฮฟวี่เมทัล ยุคใหม่ เป็นที่รู้จักกันดีด้วยเสียงดนตรีอันดังสนั่น โดยพัฒนาแนวดนตรีบลูส์ของอังกฤษ ผสมกับ โฟล์ก ซึ่งพวกเขาตั้งวงกันเมื่อปี 1968 และมีเพลงฮิตในปีถัดมา ซึ่งมีเพลงแนวเฮฟวี่ร็อค อย่าง Communication Breakdown (1969) และเพลงที่หลายๆคนยกย่องกันว่าเป็นเพลงเฮฟวี่เมทัลขนานแท้ของวงนี้คือ Stairway to Heaven (1971) ซึ่งดนตรีของวงนี้มีลักษณะที่พิเศษกว่าวงฮาร์ดร็อกยุคก่อนๆคือ สไตล์การร้องเพลงของนักร้องนำคือ โรเบิร์ต แพลนท์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในการร้องแบบโหยหวนเต็มพลังอารมณ์ และ สไตล์การเล่นกีตาร์ของ จิมมี่ เพจที่ออกแนวโลดโผน เร้าใจ ซึ่งทำให้เป็นแรงบันดาลใจแก่วงเฮฟวี่ร็อครุ่นหลังๆ ต่อๆมา วง ดีพ เพอร์เพิล ซึ่งมาในรุ่นเดียวกัน ก็ปล่อยซิงเกอร์ออกมาคู่กับ วงเลด เซ็พพลิน ซึ่งวงนี้จะออกแนว ไซเคเดลิก หรือ ฮาร์ดร็อก มากกว่า ของช่วงยุคแรกๆ
วง แบล็ค แซบบาธได้ช่วยบุกเบิกดนตรีแนวนี้ในอังกฤษเมื่อปี 1970 ซึ่งพัฒนาแนวไปอีกอีกขั้นหนึ่ง โดยลักษณะเด่นของวงนี้คือ เสียงกีตาร์ที่มีลักษณะเฉพาะของ โทนี่ ไอออมมี่ ซึ่งมีโทนเสียงกีตาร์ที่ต่ำและแตกพร่า ที่เกิดจากความผิดปกติของนิ้วของเขา และเนื้อหาของดนตรีที่ออกแนวที่เกี่ยวกับความน่าสะพรึงกลัว ความเป็นไปของสังคมในด้านลบ และอิทธิพลของยาเสพติดในยุคนั้น และความเป็นบลูส์ในเนื้อดนตรี เริ่มลดลง พวกเขามีเพลงฮิตอย่าง Paranoid (1970) ซึ่งต่อมาวงนี้ได้รับการกล่าวขวัญว่า เป็น วงดนตรีเฮฟวี่เมทัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดวงหนึ่งของโลกตลอดกาล วงอื่นๆ ที่ได้รับอิทธิพลในข้างต้นนั้นวงอื่นๆ ก็มีเช่น ยูราย ฮีพ, สกอร์เปียนส์ ,ยูเอฟโอหรือแม้กระทั่งวงอย่าง ควีน เป็นต้น วงเหล่านี้ล้วนมาจากฝั่งยุโรปทั้งสิ้น โดยในฝั่งอมริกา ก็มีวงอย่างเช่น แกรนด์ฟังก์ เรลโรด ,คิส เป็นต้น
ในช่วงกลางทศวรรษที่ 70 จูดาส พรีสต์ ได้กระตุ้นการพัฒนาการของแนวเพลงนี้โดยละทิ้งอิทธิพลของเพลงแนวบลูส์ทิ้งไป และกระแสเฮฟวีเมทัลในสหราชอาณาจักร ก็ตามมาคล้าย ๆกัน คือรวมความรู้สึกของพังค์ร็อกเข้าไปและเพิ่มเน้นในเรื่องของความเร็วเข้าไป
วงเฮฟวีเมทัล ได้ก้าวสู่ความนิยมหลักในทศวรรษที่ 80 เมื่อมีการขยายไปของแนวเพลงย่อยเกิดขึ้น ความหลากหลายนี้ได้เพิ่มความก้าวร้าวและสุดขีดมากกว่าเมทัลในอดีต ที่มักจะจำกัดวงเฉพาะกลุ่มคนฟังใต้ดิน วง ไอร่อน ไมเด้น ได้เป็นผู้นำดนตรีเฮฟวี่เมทัล แนวที่เรียกกันว่า NWOBHMหรือ New Wave Of British Heavy Metal ซึ่งจะไม่มีอิทธิพลของดนตรีบลูส์หลงเหลืออยู่เลย แนวนั้นจะก้าวร้าวขึ้น รวดเร็วยิ่งขึ้น และได้มีอิทธิพลหลักต่อแนวเพลงย่อยของดนตรีเฮฟวี่เมทัลในเวลาต่อมา ในที่นี้รวมถึง แกลมเมทัล และ แทรชเมทัล ก็ได้เข้าสู่กระแสหลักได้ ในปัจจุบัน แนวเพลงอย่าง นูเมทัล ก็ได้ขยับขยายไปจากเฮฟวีเมทัล


ประเภท ของ Metal ต่างๆ



Hardcore เป็นการนำดนตรีพั๊งค์มาเล่นให้หนักขึ้น จังหวะจะช้าหนึดๆ ชวนโยก เนื้อเพลงส่วนมากกล่าวถึงเรื่องการเมือง สังคม หรือเรื่องที่มันหนัก ๆ แนะนำ born from pain , hatebreed , indecision , dry kill logic , heaven shall burn , cataract , sworn enemy , throwdown , vision of disorder 
old school hardcore ที่อยากแนะนำให้ฟังเพิ่มเติมอีกก็วง sick of it all 

Death Metal เนื้อเพลงกล่าวถึงความตาย สงคราม เสียงร้องกดต่ำ เหมือนกำลังอ้วก ดนตรีมันส์สะใจ ฟังแล้วรู้สึกดีซี๊ด แนะนำ fleshcrawl , vader , grave , gorefest , kataklysm , abominant , desolator , unleashed , vomitory , obituary , swamp , genocide , torture killer , six feet under 

Heavy Metal ไม่รู้ความหมายของแนวนี้มากนัก แต่แนะนำให้ไปลองฟังวง Iron Maiden แล้วจะรู้เองครับ เพราะพวกเขาจัดว่าเป็นอันดับต้นๆของแนวนี้ 

Melodic Death Metal
 ก็เป็นเดธ เมทัลที่มีเมโลดี้เพิ่มเข้ามาครับ เสียงร้องออกแหลม ๆ มีกดต่ำบ้าง ดนตรีแฝงไว้ด้วยความสวยงามของเมโลดี้ แนะนำ in flames , children of bodom , dark tranquility , dimension zero , god dethroned , sacrificium , vehemence ของไทยที่ดังก็ rancorous 

Metalcore จะใกล้เคียงกับ hardcore แต่ว่าจังหวะเร็วกว่าไม่หนืด บางวงอาจมีเมโลดี้มาเพิ่ม คาดว่าจะเป็นแนวที่กระแสนิยมในอนาคตต่อจากแนวอีโมแน่นอน ดนตรีเล่นเบา ไม่ค่อยแรงเท่าไหร่ แนะนำก็ all that remains , it dies today , unearth , god forbid , as i lay dying , killswitch engage , manntis , winter solstice ของไทยที่แนะนำก็วง G6PD ลองฟังได้ที่ www.myspace.com/g6pd 


Brutal Death Metal เป็นแนวดนตรีที่โหดร้ายที่สุด ซาวด์กดต่ำ เสียงร้องกดต่ำฟังไม่ได้ศัพท์ เนื้อเพลงกล่าวถึงความตาย และเรื่องหฤโหด ซาดิส เช่น การข่มขืนศพ การฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม และอีกสารพัดที่ศิลปินจะจินตนาการนำมาใส่ในบทเพลง วงที่จัดว่าเล่นบรูทัลวงแรกเลยก็คือ cannibal corpse วงที่อยากแนะนำให้ลองฟังก็ devourment , cannibal corpse , disgorge , mortal torment , abysmal torment , aborted , brodequin , cerebral effusion , degrade , defeated sanity , severed savior , decrepit irth , deeds of flesh , gorgasm , guttural secrete , internal suffering , krisiun วง brutal ของไทยก็ biopsycunt , a good day for killing , soul obsolete ลองฟังได้ที่ www.myspace.com/soulob 
enormity ลองฟังได้ที่ www.myspace.com/enormityhorror 
sinskids ลองฟังได้ที่ www.myspace.com/sinskidsbrutal 
lacerate ลองฟังได้ที่ www.myspace.com/laceratekillyou 
masochist ลองฟังได้ที่ www.myspace.com/masochism69 

Technical Death Metal ก็เป็นเหมือนเดธเมทัลแหละครับ แต่มีลูกเล่นหน่อย เช่นอาจจะไปผสมกับแจ๊ส หรือผสมกับฮาร์ดคอร์ หรืออาจมีโซโล่บ้าง เช่น dying fetus ลองหาฟังดูครับ วงไทยก็ dark wing ลองฟังได้ที่ www.myspace.com/darkwingmetal 

Thrash Metal
 ดนตรีเล่นเร็ว อืม บอกยากแหะ ลองไปฟัง metallica 3 อัลบั้มแรก , sodom , exodus , kreator , destruction , the haunted , dew scented วงไทยก็ batstorm 

Gothic Metal ดนตรี เนื้อร้องกล่าวถึงความสิ้นหวัง ท้อแท้ฟังแล้วเศร้าจะตายให้ได้ ที่ดังๆก็ lacuna coil , to/die/for , moonspell ส่วน gothic rock ที่ดัง ๆ ก็ evanescence (เขียนถูกป่ะ) ของไทยก็วง breathless ลองฟังได้ที่ www.myspace.com/breathlesslysleep 


Black Metal 
เป็นแนวดนตรีที่ไม่พิสมัยของคนที่นับถือศาสนาที่มีพระเจ้า (คริสต์กับอิสลาม) เพราะเนื้อหากล่าวถึงเรื่องอะไรที่มันต่อต้านพวกคริสเตียน การเผาโบสถ์ สงครามศาสนา การกล่าวลบหลู่ศาสดาของแต่ละศาสนา (บางวงก็ลบหลู่ทุกศาสนาด้วย ไม่เว้นแม้แต่ด่าพุทธ) การต่อต้านความเชื่อที่คนในสังคมนับถือและเชื่อมั่น บูชาซาตาน กล่าวถึงเรื่องความลี้ลับ และจิตวิญญาณ ภูตผีปีศาจ วง black metal วงแรกของโลกที่มีซาวด์เป็นเอกลักษณ์มากคือ Mayhem โดยได้รับอิทธิพลมาจาก Venom วงแบล๊กเมทัลถือกำเนิดที่ประเทศนอร์เวย์ (mayhem) ส่วนที่ประเทศนอร์เวย์มีวงแบล๊กเมทัลเยอะส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเรื่องของประวัติศา 
สตร์ด้วย เพราะว่าในอดีตพวกคริสเตียนเคยมาเผามาฆ่าบรรพบุรุษของพวกเขาคือพวกนับรบไวกิ้ง และพวกคริสเตียนยังคับให้เข้ารีตนับถือพระเจ้า ใครไม่นับถือก็ฆ่าทิ้งอย่างโหดเหี้ยม ไม่เว้นแม้แต่เด็ก จึงไม่แปลกที่ส่วนลึกๆของชาวนอร์เวย์คงเกลียดชังพวกคริสเตียนอยู่ไม่น้อย เลยมีวงแบล็กเมทัลเยอะ 
วงแบล็กที่เล่นเจ๋งแนะนำก็ mayhem , dark funeral , immortal , burzum (วงนี้เคยเผาโบสถ์มาแล้วด้วย) , dissection , voivod , abigail , impiety , abazagorath , antaeus , werwolf division , blasphemy , beherit , watain , gorgoroth (บางวงก็อยู่ในเอเชีย) 
ส่วนวงแบล๊กของไทยที่อยากแนะนำก็ surrender of divinity 

Grindcore
 เป็นแนวดนตรีที่นำเอาพั๊ง มาผสมกับฮาร์ดคอร์ แนะนำให้ลองฟัง nasum กับ napalm death และ rotten sound 

Nu-Metal เป็นการนำซาวด์ดนตรีในแบบ Rock มาเล่นให้หนักขึ้น สไตล์การร้องจะเน้นแหกปากผสมกับการร้องแบบ hiphop แนะนำให้ลองฟัง korn , slipknot ชุดล่าสุด , limp bizkit , spineshank , Linkin Park ...

อ้างอิง:http://metal-btad.blogspot.com/

Metal Music In The World


Metal Music In The World


รวบรวมประวัติความเป็นมาของดนตรีเมทัล ตั้งแต่ยุดบุกเบิก จนถึงยุคปัจจุบัน รวมถึงอัพเดทความเคลื่อนไหวของการทำอัลบั้มใหม่ๆให้เหล่า Metal Head ได้รู้กัน

Iron Maiden



     Iron Maiden ฟอร์มวงกันตั้งแต่ปี 1975 โดยมือเบสหนุ่มนาม Steve Harris อดีตสมาชิกของวง Gypsy's Kiss และ Smiler โดยเขาได้ชื่อวง Iron Maiden มาจากชื่อของภาพยนตร์เรื่อง Man in the Iron Mask และชื่อของเครื่องทรมาณของศตวรรษที่ 17 



นอกจากเล่นเบสแล้ว Steve ถือได้ว่าเป็นนักเตะตัวยงด้วย ไม่ใชเตะบอลนะคับ แต่เป็นการเตะโด่งสมาชิกของวงออกไปทีละคน 2 คน หรือบางทีก็เตะออกไปทั้งวง พูดอีกนัยหนึ่งคือพี่แกเห็นหน้านักดนตรีเป็นลูกบอลไปแล้วก็ว่าได้ แต่อย่างไรก็ตามมีหนุ่มอยู่นามนึงที่ Steve ยังไม่กล้าเตะเพราะกลัวโดนเตะกลับ เขาก็คือ Dave Murray มือกีตาร์คู่บุญนี่เอง ซึ่ง Steve ได้รู้จักเขาผ่านทาง Dennis Wilcock อดีตนักร้องนำ Iron Maiden ที่เคยโดนสตีฟเตะโด่งมาแล้ว


Steve และ Dave ต่างก็ช่วยกันค้นหาสมาชิกเพื่อมาฟอร์มวง Iron Maiden ให้สมบูรณ์ หลังจากที่เล่นสตีฟเตะฟรีคิ๊กสมาชิกไปหลายคน และในที่สุดพวกเขาก็มารู้จักกับนักร้องชื่อ Paul Di'Anno และได้ร่วมกันออกเดโมตำนานตัวแรกที่ชื่อว่า The Soundhouse Tapes เดโมตัวนี้ขายได้ร่วม 5 พันก๊อปปี้ภายในอาทิตย์แรกเท่านั้น โดยเพลง Prowler ก้กลายเป็นเพลงดังติดชาร์ตันดับ 1ของนิตยสาร Sounds Magazine และนอกจากนี้ก็ได้มีการนำเพลงของ Iron Maiden รวมในอัลบั้มรวมเพลงของเหล่าวง NWOBHM ในตำนานชื่อ Metal for Muthas ที่ออกมาในปี 1980 โดยเพลงที่นำไปรวมคือเพลงแต่งใหม่ชื่อว่า Sanctuary และ Wrathchild ซึ่งภายหลังกลายมาเป็นเพลงระดับคลาสสิคของวงทั้ง 2 เพลง นอกจากนี้ทางวงยังได้ติดต่อกับ Adrian Smith มือกีตาร์ที่เป็นเพื่อนวัยเด็กของ Dave เพื่อมาเป็นมือกีตาร์คนที่ 2 ของทางวงด้วย แต่ Adrian กลับหยิ่งและปฏิเสธไปด้วยเหตุผลที่ว่าเขาต้องการให้เวลากับวงของเขามากกว่า


ด้วยความสำเร็จแบบถล่มทลายพวกเขาจึงได้เซ็นสัญญากับสังกัดยักษ์ของเกาะอังกฤษอย่าง EMI และออกอัลบั้มเต็มชุดแรกใช้ชื่อเดียวกะวงว่า Iron Maiden ในปี 1980 อัลบั้มนี้ประสบความสำเร็จจนพุ่งทะลุชาร์ตในประเทศบ้านเกิดถึงอันดับ 4 และทำให้ชื่อของวงถูกจับตามองว่าเป็น 1 ในหัวหอกของกระแสดนตรี NWOBHM ไป นอกจากนี้ทางวงยังได้ Adrian Smith (ที่ตอนแรกทำหยิ่ง) มาเล่นกีตาร์ให้แบบถาวรด้วย

Aerosmith



Aerosmith (แอโรสมิธ)  

ข้อมูลพื้นฐาน

แหล่งกำเนิด บอสตัน รัฐแมสซาชูเส็ตต์ สหรัฐอเมริกา
แนวเพลง ฮาร์ดร็อก, เฮฟวีเมทัล, บลูส์-ร็อก[1]
ปี 1970-ปัจจุบัน
ค่าย   Columbia,Geffen,Columbia



แอโรสมิธ (อังกฤษ: Aerosmith) เป็นวงฮาร์ดร็อกอเมริกัน ที่ในบางครั้งมีฉายาว่า "แบดบอยจากบอสตัน" และ "วงร็อกแอนด์โรลอเมริกันที่ยอดเยี่ยมที่สุด" แนวเพลงมีลักษณะฮาร์ดร็อกที่มีรากมาจากแนวเพลงบลูส์ และยังรวมกับองค์ประกอบของแนวป็อป, เฮฟวีเมทัล แกลมเมทัล, และอาร์แอนด์บี ที่มีอิทธิพลต่อศิลปินรุ่นหลังในเวลาต่อมา วงก่อตั้งในบอสตัน รัฐแมสซาชูเสตต์ ในปี 1970 มือกีตาร์ โจ เพอร์รี และ มือเบส ทอม ฮามิลตัน เริ่มในวงตั้งแต่แรก ตั้งชื่อวงว่า แจมแบนด์ จากนั้นเจอนักร้อง สตีเวน ไทเลอร์ ,มือกลอง โจอี คราเมอร์ และมือกีตาร์ เรย์ ทาบาโน และรวมกันในชื่อวง แอโรสมิธ โดยในปี 1971 ทาบาโนออกและแบรด วิทฟอร์ดมาแทน จากนั้นเริ่มพัฒนาวงในบอสตัน

พวกเขาเซ็นสัญญากับโคลัมเบียเรคคอร์ดส ในปี 1972 และออกผลงานที่ขายได้หลายแผ่นเสียงทองคำขาว เริ่มต้นในปี 1973 กับอัลบั้มเปิดตัว และในปี 1975 วงได้ก้าวสู่กระแสหลักกับอัลบั้ม Toys in the Attic และกับผลงานปี 1976 กับร็อกที่แข็งขึ้นในฐานะฮาร์ดร็อกซุเปอร์สตาร์ โดยในปลายยุค 1970 พวกเขาเป็นวงที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในกลุ่มวงประเภทฮาร์ดร็อกและมีแฟน เกิดขึ้นมา ที่มักจะเรียกตัวเองว่า "บลูอาร์มี่" อย่างไรก็ตามเกิดปัญหาขึ้นภายในทั้งการติดยา ทำให้เพอร์รีและวิทฟอร์ดออกไป ในปี 1979 และ 1981 ตามลำดับ และมาแทนที่โดย จิมมี เครสโพและริก ดูเฟย์ พวกเขาไม่ได้ลาจากระหว่างปี 1980 และ 1984 และออกผลงานอัลบั้มชุดเดียว คือ Rock in a Hard Place ที่มียอดขายระดับแผ่นเสียงทองคำแต่ไม่ประสบความสำเร็จเมื่อเทียบกับชุดก่อน

Nirvana



     ช่วง เวลาหนึ่งของวงการดนตรีของอเมริกานั้นต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าเป็นยุคของ ร็อคผมยาว ชุดหนัง รองเท้าหนัง นิสัยต้องกร่างทำตัวแย่ๆเข้าไว้ มีเรื่องให้เยอะ ประดุจว่าเป็นเทพเจ้า และบทเพลงต้องมีโซโล่ที่รวดเร็วประดุจลมกรด และที่สำคัญจะต้องเป็นวงร็อคที่มีสมาชิกในวงเป็นกีต้าร์ฮีโร่ถึงจะเป็นที่ นิยม แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปดนตรีเหล่านั้นได้ถูกเบียดตกขอบ โดยชายผู้หนึ่งที่เล่นกีต้าร์อย่างไม่มีเทคนิคหรือทฤษฎีอะไรมากมายเลย เขาไม่ใช่คนที่เล่นโซโล่เร็วหรือเพลงแทบไม่มีโซโล่เลยก็ว่าได้ เพลงไม่มีรูปแบบซับซ้อนอีกทั้งวงไม่ต้องใช้สมาชิกเยอะมากมาย มีเพียงแค่ 3 ชิ้นเท่านั้น

บทเพลงของเขารวมถึงในส่วนของดนตรีนั้นเขาเล่นมันออก มาจากใจและอารมณ์ดิบที่รอการปลดปล่อยออกมาทางบทเพลง บุคคลผู้นี้คือคนที่มาเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของดนตรีอีกหนึ่งหน้า และโลกจะต้องจดจำเขาผู้นี้ไปตลอดกาล เขาคือ Kurt Cobain ความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับตัวของ Kurt นั้นมันมาอย่างรวดเร็วมากนั้นตอนที่เขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกนั้นเขามีอายุ เพียงแค่ 20 ปีเท่านั้น นับได้ว่าเป็นความสำเร็จที่ได้มาอย่างรวดเร็วเหลือเกิน Kurt เกิดเมื่อวันที่ 20 เดือน กุมภาพันธ์ ปี 1967 ในเมือง Aberdeen รัฐ Washington.ในช่วงวัยเด็กเขาเป็นเด็กที่ช่างกระตือรือร้นแทบทุกเรื่อง Kurt เป็นเด็กที่น่ารักชอบเล่นสนุกอย่างเด็กๆทั่วไป แต่พอเมื่อเขาย่างเข้าอายุ 7 ขวบทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเขาเริ่มที่จะเปลี่ยนจุดแรกที่เปลี่ยนอย่าง เห็นได้ชัดเจนเลยก็คือ สภาพครอบครัวต้องแตกแยก พ่อและแม่ของเขาตัดสินใจแยกทางเดินที่จะอยู่ด้วยกันและอีกจุดคือพ่อและแม่ ของเขาส่งเขาไปอยู่กับญาติ และจุดเหล่านี้แหละที่เริ่มทำให้ Kurt เริ่มที่จะแตกต่างจากเด็กทั่วๆไป และเด็กหลายๆคนก็มักที่จะเจอปัญหานี้เช่นกันนั้นคือ การขาดความอบอุ่นและการใส่ใจดูแล หากใครได้สังเกตเห็นเนื้อเพลงของ Nirvana ที่ชื่อว่า Silver เพลงนี้แหละครับที่เขาแต่งมันออกมาเพื่อสะท้อนชีวิตที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ชีวิตของ Kurt เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงขึ้นเรื่อยๆ เขาเริ่มเก็บตัวเงียบๆไม่ค่อยพูดคุยกับใครมากนัก เขาเริ่มเกลียดโรงเรียนและเริ่มที่จะไม่ไปเรียน


Kurt เริ่มหันมาสนใจศิลปะและชอบวาดรูปแทนการไปเรียนหนังสือ และอีกสิ่งในชีวิตของเขาที่ชอบและขาดไม่ได้เลย อีกทั้งเป็นต้นกำเนิดในการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งด้วย นั้นคือ “ ดนตรี ” ในช่วงแรกนั้นเขาเริ่มฟังเพลงของวง The Beatles และ The Monkees ต่อมาจุดเปลี่ยนแปลงและต้นกำเนิดของ Nirvana เกิดขึ้นเมื่อเขาได้รู้จักกับวงอย่าง Black Sabbath, The Sex Pistols และวง The Clash เป็นต้น จะเห็นได้ว่าวงพวกนี้จะมีความเป็นพังก์และความดิบของดนตรีร็อกอยู่สูง ดังนั้นดนตรีเหล่านี้จึงสะท้อนออกมาทางบทเพลงของ Nirvana อยู่เยอะที่เดียว และเมื่อถึงวันเกิดครบรอบ 14 ปีของเขา Kurt ก็ได้ซื้อกีต้าร์ตัวแรกในชีวิตและเขาก็เริ่มหัดและทกลองเล่นในสิ่งที่แตก ต่างออกไปจากมือกีต้าร์คนอื่นๆ และKurt ยังได้ก่อตั้งวงขึ้นมาหนึ่งวงและตั้งชื่อมันว่า Melvins และ Kurt ก็ได้ทำสิ่งหนึ่งที่คนอื่นๆที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันไม่กล้าทำและเป็นสิ่ง ที่บรรดาผู้ใหญ่ต่างก็คิดไม่ถึงนั้คือการที่เขาตัดสินใจออกจากโรงเรียนก่อน ที่จะจบในอีกไม่นานเพื่อที่จะมาเล่นดนตรี แต่ต่อมาทุกอย่างก็ต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งเมื่องานในสายดนตรีมันไม่ ได้ยืนยาวอย่างที่เขาคิด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Kurt ก็ไม่ได้ท้ออะไรเกี่ยวกับมันมาก

Skid Row

           Skid Row เป็นวง Heavy metal ที่ถือได้ว่าเป็นต้นแบบวง metal ในยุค 90s เลยก็ว่าได้
    พวกเขาเริ่มก่อตั้งวงกันใน New Jersey ปี 1986 โดยทีตัวตั้งตัวตีคือ Rachel Bolan มือ Bass และ Dave Sabo มือ guitar นั่นเอง

           โดยทั้งคู่ได้ค้นหาสมาชิกมาร่วมทำวง metal กันและได้พบกับมือ guitar อีกคนคือ Scotti Hill เข้าหลังจากนั้นก็ได้ Rob Affuso เข้ามาทำหน้าที่หวดกลองให้โดยในยุคแรกนั้น นักร้องนำ คือ Matt Fallon ก่อนที่จะถูกแทนที่ด้วย Sebastian Bach นักร้องนำสุดจี๊ดแห่งยุคปลาย 80s ถึงต้น 90s

            ในปี 1987 พวกเขาก็ได้เริ่มตระเวณเล่นดนตรีกันตาม clubs ทั่วฝั่ง eastern กันเลยทีเดียว
    (ทำไมมันดูน่าสนุกยังงี้  คิดจะทำอะไรก็ทำกันได้เลย โอกาสมันช่างเยอะแยะเสียเหลือเ
    กิน) 
      แต่เหมือนว่าโชคชะตาจะเข้าข้าง เพราะ Sabo นั้นเป็นเพื่อนสนิทกันกับ Jon Bon Jovi นักร้องนำของวง Bon Jovi สุดโด่งดัง และการช่วยเหลือของ Jon Bon Jovi นี่เองที่ทำให้ Skid Row ได้เริ่มต้นบันทึกเสียง กับ Atlantic

      และในปี 1989 พวกเขาก็ปล่อย Album แรกออกมากระแทกหูชาวโลก ในชื่อ album สิ้นคิด เอ้ย เรียบง่ายว่า Skid Row
      แต่ดนตรีไม่เรียบง่าย จืดชืด แบบชื่ออัลบั้ม เพราะ Skid Row ชุดนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก ในทันที

      "18 and Life", "I Remember You", และ "Youth Gone Wild" ก็เข้าไปกระแทกรูหู และกระแทกใจผู้ฟังกันอย่างสนั่นหวั่นไหว ควักกระเป๋าจ่าย ซื้อ album นี้กันไปแทบไม่ทัน...ทั่วโลก 

    ความสำเร็จของ album แรกก็ทำให้พวกเขามีตาราง tour กันยาวเหยียดตลอดปี ไม่ต้องพัก ไม่ต้องอยู่บ้านกันเรียกว่านอนกันบนรถ tour ตลอดปี

เฮฟวีเมทัล


เฮฟวีเมทัล

เฮฟวีเมทัล (อังกฤษHeavy metal) (ในบางครั้งจะเรียกสั้น ๆ ว่า เมทัล) เป็นแนวเพลงร็อกประเภทหนึ่งที่พัฒนาในช่วงปลายทศวรรษที่ 60 และต้นทศวรรษที่ 70 ด้วยรากฐานของดนตรี บลูส์-ร็อก และ ไซเคเดลิกร็อก โดยมีหลายวงได้พัฒนาเฮฟวีเมลทัล ให้มีความหนา, หนัก, ดนตรีที่เน้นกีตาร์และกลอง และลักษณะเฉพาะตัวที่มีการโซโล่กีตาร์ที่รวดเร็ว
เพลงแนวเฮฟวีเมทัลได้รับความนิยมจากแฟนทั่วโลก ที่แฟนเหล่านั้นจะเรียกตัวเองว่า เมทัลเฮดส์ หรือ เฮดแบงเกอร์ และถึงแม้ว่าวงเมทัลในช่วงต้น ๆ อย่าง เล็ด เซ็พเพลินแบล็ค แซบบาธ และ ดีพ เพอร์เพิล จะได้รับความสนใจจากกลุ่มคนฟังหลัก แต่ก็มีบ้างที่พวกเขาจะถูกด่าทอ

ประวัติ

ความเป็นมานั้นเริ่มจาก กลุ่มศิลปินที่เดิมเล่นเพลงบลูส์ ในช่วงปี 1966 - 68 เช่น วงครีมซึ่งมี อีริค แคลปตัน เป็นมือกีตาร์และนักกีตาร์ไฟฟ้าที่ชื่อ จิมิ เฮนดริกซ์ ซึ่งใช้เครื่องช่วยขยายเสียงกีตาร์ไฟฟ้าให้มีเสียงอันดังสนั่น เกิดแนวทางใหม่ๆในการเล่นกีตาร์ไฟฟ้าของดนตรีร็อก เช่น การใช้เสียงหอนกลับ(Feedback) เสียงบิดเบือน (Distortion) หรือ เพี้ยน วงครีม มีเพลงฮิตที่ตามมาเช่น I feel free(1966) ,Sunshine of your love(1967),White room(1968) เป็นต้น โดยเฉพาะเฮ็นดริ๊กซ์นั้น เขามีการเล่นที่น่าตื่นตา เช่นการเล่นกีตาร์ด้วยฟัน เป็นต้น เพลงฮิตที่ตามมาของเขา เช่น Purple Haze(1967) , Hey Joe, The Wind Cries Mary,Voodoo Child(1968)ซึ่งเพลงเหล่านั้นนับว่าเป็นเพลงแนวฮาร์ดร็อก ยุคแรกๆ ที่ติดอันดับ Top Chart ในยุคนั้น
ต่อมาได้ข้ามาถึงฝั่งอเมริกา เมื่อดนตรีแนว ไซคเดลิค ได้เข้ามาอิทธิพลในอเมริกา วงอย่าง บลู เชียร์ ได้พัฒนาแนวดนตรีขึ้นมาอีกขั้น โดยจะมีความเป็นฮาร์ดร็อคมากยิ่ง ขึ้น ได้เปิดอัลบั้มแรกของพวกเขาในปี 1968 มีเพลงฮิตเช่น Summertimes Blues เป้นต้น ในปีเดียวกัน วง สเต็พเพ็นวูลฟ์ ได้มีเพลงฮิต ชื่อ Born to be Wild (1968)ซึ่งในเพลงนั้นมีวลีว่า Heavy Metal Thunder ซึ่งได้เอาเพลงฮุคท่อนนี้ มาใช้บัญญัติคำดนตรีแนวนี้ว่า เฮฟวี่เมทัล ในเวลาต่อมา ซึ่งทั้ง 2 วงนี้ได้นำเอาคีย์บอร์ดมาใช้ผสมกับดนตรีแนวนี้เพื่อความหนักหน่วงของดนตรีแนวนี้มากขึ้น
วง เล็ด เซ็พพลิน นับเป็นวงที่เริ่มบุกเบิกดนตรีเฮฟวี่เมทัล ยุคใหม่ เป็นที่รู้จักกันดีด้วยเสียงดนตรีอันดังสนั่น โดยพัฒนาแนวดนตรีบลูส์ของอังกฤษ ผสมกับ โฟล์กซึ่งพวกเขาตั้งวงกันเมื่อปี 1968 และมีเพลงฮิตในปีถัดมา ซึ่งมีเพลงแนวเฮฟวี่ร็อค อย่าง Communication Breakdown (1969) และเพลงที่หลายๆคนยกย่องกันว่าเป็นเพลงเฮฟวี่เมทัลขนานแท้ของวงนี้คือ Stairway to Heaven (1971) ซึ่งดนตรีของวงนี้มีลักษณะที่พิเศษกว่าวงฮาร์ดร็อกยุคก่อนๆคือ สไตล์การร้องเพลงของนักร้องนำคือ โรเบิร์ต แพลนท์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในการร้องแบบโหยหวนเต็มพลังอารมณ์ และ สไตล์การเล่นกีตาร์ของ จิมมี่ เพจที่ออกแนวโลดโผน เร้าใจ ซึ่งทำให้เป็นแรงบันดาลใจแก่วงเฮฟวี่ร็อครุ่นหลังๆ ต่อๆมา วง ดีพ เพอร์เพิล ซึ่งมาในรุ่นเดียวกัน ก็ปล่อยซิงเกอร์ออกมาคู่กับ วงเลด เซ็พพลิน ซึ่งวงนี้จะออกแนว ไซเคเดลิก หรือ ฮาร์ดร็อก มากกว่า ของช่วงยุคแรกๆ
วง แบล็ค แซบบาธได้ช่วยบุกเบิกดนตรีแนวนี้ในอังกฤษเมื่อปี 1970 ซึ่งพัฒนาแนวไปอีกอีกขั้นหนึ่ง โดยลักษณะเด่นของวงนี้คือ เสียงกีตาร์ที่มีลักษณะเฉพาะของโทนี่ ไอออมมี่ ซึ่งมีโทนเสียงกีตาร์ที่ต่ำและแตกพร่า ที่เกิดจากความผิดปกติของนิ้วของเขา และเนื้อหาของดนตรีที่ออกแนวที่เกี่ยวกับความน่าสะพรึงกลัว ความเป็นไปของสังคมในด้านลบ และอิทธิพลของยาเสพติดในยุคนั้น และความเป็นบลูส์ในเนื้อดนตรี เริ่มลดลง พวกเขามีเพลงฮิตอย่าง Paranoid (1970) ซึ่งต่อมาวงนี้ได้รับการกล่าวขวัญว่า เป็น วงดนตรีเฮฟวี่เมทัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดวงหนึ่งของโลกตลอดกาล วงอื่นๆ ที่ได้รับอิทธิพลในข้างต้นนั้นวงอื่นๆ ก็มีเช่น ยูราย ฮีพสกอร์เปียนส์ ,UFOหรือแม้กระทั่งวงอย่าง ควีน เป็นต้น วงเหล่านี้ล้วนมาจากฝั่งยุโรปทั้งสิ้น โดยในฝั่งอมริกา ก็มีวงอย่างเช่น แกรนด์ฟังก์เรลโรด ,คิส,บลูออยส์เตอร์คัลต์ เป็นต้น
ในช่วงกลางทศวรรษที่ 70 จูดาส พรีสต์ ได้กระตุ้นการพัฒนาการของแนวเพลงนี้โดยละทิ้งอิทธิพลของเพลงแนวบลูส์ทิ้งไป และกระแสเฮฟวีเมทัลในสหราชอาณาจักร ก็ตามมาคล้าย ๆกัน คือรวมความรู้สึกของพังค์ร็อกเข้าไปและเพิ่มเน้นในเรื่องของความเร็วเข้าไป
วงเฮฟวีเมทัล ได้ก้าวสู่ความนิยมหลักในทศวรรษที่ 80 เมื่อมีการขยายไปของแนวเพลงย่อยเกิดขึ้น ความหลากหลายนี้ได้เพิ่มความก้าวร้าวและสุดขีดมากกว่าเมทัลในอดีต ที่มักจะจำกัดวงเฉพาะกลุ่มคนฟังใต้ดิน วงไอร่อน เมเด้น ได้เป็นผู้นำดนตรีเฮฟวี่เมทัล แนวที่เรียกกันว่า NWOBHMหรือ New Wave Of British Heavy Metal ซึ่งจะไม่มีอิทธิพลของดนตรีบลูส์หลงเหลืออยู่เลย แนวนั้นจะก้าวร้าวขึ้น รวดเร็วยิ่งขึ้น และได้มีอิทธิพลหลักต่อแนวเพลงย่อยของดนตรีเฮฟวี่เมทัลในเวลาต่อมา ในที่นี้รวมถึง แกลมเมทัล และ แทรชเมทัล ก็ได้เข้าสู่กระแสหลักได้ ในปัจจุบัน แนวเพลงอย่าง นูเมทัล ก็ได้ขยับขยายไปจากเฮฟวีเมทัล

[แก้]อ้างอิง

  • Weinstein, Deena (1991). Heavy Metal: A Cultural Sociology. Lexington. ISBN 0-669-21837-5.
  • Revised edition: (2000). Heavy Metal: The Music and its Culture. Da Capo. ISBN 0-306-80970-2
  • สารานุกรมรอบรู้ รอบโลก (1997). ดนตรี ศิลปะ และ บันเทิง: สำนักพิมพ์ รีดเดอร์ส ไดเจสท์ (ประเทศไทย).